สำหรับนักเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์บางคนอาจยังไม่รู้จัก "สาขาวิศวกรรมการผลิต" เนื่องจากเป็นสาขาที่ค่อนข้างใหม่ ผมขออธิบายโดยสังเขป เผื่อจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจนะครับ
สำหรับวิศวกรในสาขานี้จะมีที่หน้าหลักๆ คือ ดูแลเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่กระบวนการออกแบบไปจนถึงได้ผลิตภัณฑ์ออกมา เพื่อส่งต่อไปยังลูกค้า ซึ่งวิศวกรสาขานี้ต้องมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในกระบวนการผลิต เช่น การวางแผนการผลิต การตรวจรับและตรวจสอบวัตถุดิบ การปรับปรุงแบบเพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างเหมาะสม การปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การควบคุมต้นทุน รวมไปถึงการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ และเครื่องจักรกลสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต เป็นต้น
ดูผิวเผินอาจจะคล้ายกับสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ แต่สำหรับวิศวกรรมในสาขานี้ จะอยู่ระหว่างกลางของสาขาวิศวกรรมเครื่องกล (ที่จะเน้นในเรื่องของการออกแบบ และประสิทธิภาพ โดยมักจะขาดทักษะด้านการจัดการระบบการผลิต ซึ่งต้องเน้นเรื่องของการสูญเสียในกระบวนการ การควบคุมคุณภาพ ต้นทุน และการส่งมอบให้ทันกับความต้องการ) กับสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ (ที่จะเน้นในเรื่องของการจัดการกระบวนการผลิต โดยมักจะขาดทักษะด้านการออกแบบ และการวิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยทางเทคนิคของการผลิตที่ซับซ้อน)
ดังนั้นในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมจึงมีความต้องการวิศวกรที่มีความรู้ทั้งสองสาขาในตัววิศวกรที่รับผิดชอบกระบวนการผลิตของโรงงาน เพราะการแข่งขันในปัจจุบันนั้นประเทศไทยไม่สามารถทีจะใช้แรงงานเป็นตัวช่วยในการแข่งขันได้อีกแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องทำการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการการผลิตโดยใช้เทคนิคของวิศวกรรมอุตสาหการ และปรับปรุงเทคนิคการออกแบบและกรรมการผลิตโดยใช้เทคนิคของวิศวกรรมเครื่องกล
นายสนธิชา ภูถาดงา
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วิศวกรรมการผลิต........?
วิศวกรรมการผลิต (Production Engineering) เป็นวิศวกรรมสาขาหนึ่ง ซึ่งเน้น การประยุกต์ใช้ ความรู้ด้าน วิศวกรรมศาสตร์มาผสมผสานกับความรู้ด้านการจัดการเพื่อใช้ ในการวางแผน การดำเนินการและการควบคุม เน้นหนักในการเพิ่มผลิตผลทางอุตสาหกรรม ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล โดยให้ผลตอบแทนสูงสุดและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างคุ้มค่า
ในประเทศไทย เปิดสอน 9 สถาบันคือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน http://www.ptwit.ac.th/2012/

ในประเทศไทย เปิดสอน 9 สถาบันคือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน http://www.ptwit.ac.th/2012/

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การขอรับใบอนุญาตฯ ระดับภาคีวิศวกร ปี พ.ศ. 2552 ต้องทดสอบความรู้ทางวิศวกรรม
บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรและสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกร ตั้งแต่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป หรือที่สำเร็จการศึกษาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่เคยขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ก่อน 1 มกราคม 2552 ทุกท่านจะต้องผ่านการทดสอบความรู้ทางวิศวกรรม ซึ่งหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตมีดังนี้
จบจากหลักสูตรและสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองจากสภาวิศวกร
ได้เรียนในหลักสูตร โดยมีรายวิชาและหน่วยกิตตามที่คณะกรรมการสภาวิศวกรกำหนด
ต้องผ่านการสอบในหมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมและหมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรมซึ่งจัดสอบโดยสภาวิศวกร
ต้องผ่านการอบรมและทดสอบความพร้อมในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
หลักเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา ในปี 2552 คือ ทุกคนต้องเข้าทดสอบความรู้ทางวิศวกรรมก่อน ซึ่งข้อสอบเป็นแบบปรนัย รายวิชาและเกณฑ์การสอบเป็นไปตามที่แนบมา ขณะนี้มีข้อสอบอยู่ในคลังข้อสอบ 107 วิชาๆ ละประมาณ 400 ข้อ ได้เปิดเผยพร้อมคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งทางสภาวิศวกร ได้นำเข้าไว้ในเว็บไซต์ สภาวิศวกร ( Website: http://www.coe.or.th) เรียบร้อยแล้ว
หลักเกณฑ์การทดสอบความรู้ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร
ก. หมวดวิชาที่ใช้ในการทดสอบ
1. หมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรม จำนวน 4 วิชา ประกอบด้วย
1.1 วิชา Engineering Drawing
1.2 วิชา Engineering Mechanics-Statics
1.3 วิชา Engineering Materials
1.4 วิชา Computer Programming
ผู้เข้าสอบต้องสอบทั้ง 4 วิชา วิชาละ 25 ข้อ รวม 100 ข้อ (คะแนนแต่ละข้อเท่ากัน)
2. หมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรม ประกอบด้วยวิชาจาก 7 สาขาวิศวกรรมควบคุม ดังนี้
2.1 สาขาวิศวกรรมโยธา
2.2 สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
2.3 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล
กลุ่มวิชาเลือก 1
1.1 Mechanics of Machinery/ Dynamics of Machines /Theory of Machines
1.2 Ship Dynamics
1.3 Dynamics of Vehicles
1.4 Mechanics of Flight
1.5 Theory of Agricultural Machines
กลุ่มวิชาเลือก 2
2.1 Machine Design / Mechanical Design
2.2 Ship Design
2.3 Aircraft Design
2.4 Agricultural Machinery Design
กลุ่มวิชาเลือก 3
3.1 Automatic Control
3.2 Digital Control
3.3 Automotive Control
3.4 Fluid Power Control
กลุ่มวิชาเลือก 4
4.1 Mechanical Vibration/ Vibration Control
กลุ่มวิชาเลือก 5
5.1 Internal Combustion Engines
5.2 Combustion
กลุ่มวิชาเลือก 6
6.1 Air Conditioning
6.2 Refrigeration/Freezing/Cold Storage
กลุ่มวิชาเลือก 7
7.1 Heat Transfer
7.2 Thermal System Design
กลุ่มวิชาเลือก 8
8.1 Power Plant Engineering
8.2 Ship Propulsion and Engines
8.3 Aircraft Power Plant
8.4 Power for Agricultural Systems
ผู้เข้าสอบเลือกสอบ 4 กลุ่มวิชา จาก 8 กลุ่มวิชา และแต่ละกลุ่มเลือกสอบเพียง 1 วิชา วิชาละ 25 ข้อ รวม 100 ข้อ (คะแนนแต่ละข้อเท่ากัน)
2.4 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ
2.5 สาขาวิศวกรรมเหมืองแร่
2.6 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ (เคมี)
2.7 สาขาวิศวกรรมโยธา(สิ่งแวดล้อม
ข. หลักเกณฑ์และวิธีการสอบ
1. ผู้ มีสิทธิสอบจะต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบคณะกรรมการสภาวิศวกร ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบความรู้เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร พ.ศ. 2549
2. อัตราค่าสมัครสอบ ครั้งละ 1,500 บาท โดยการสอบหนึ่งครั้ง หมายความว่า สอบทั้ง 2 หมวดวิชา หรือสอบเฉพาะหมวดวิชาใด หมวดวิชาหนึ่ง
3. สภาวิศวกรสงวนสิทธิ์ในการขอเลื่อนสอบและการคืนค่าสมัครสอบในทุกกรณี
4. ผู้เข้าสอบจะทราบรอบการสอบได้ ภายหลังจากการสมัคร 1 สัปดาห์
5. ในแต่ละหมวดวิชา มีจำนวนข้อสอบวิชาละ 25 ข้อ จำนวน 4 วิชา รวมทั้งหมด 100 ข้อ ประกอบด้วย
5.1 การสอบหมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมใช้เวลา 3 ชั่วโมง จัดสอบในช่วงเช้า (9.00-12.00 น.)
5.2 การสอบหมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรมใช้เวลา 3 ชั่วโมง จัดสอบในช่วงบ่าย (13.30-16.30 น.)
คะแนนแต่ละข้อเท่ากับ 1 คะแนน ข้อที่ไม่ตอบหรือตอบผิดได้คะแนนเท่ากับศูนย์ โดยผู้เข้าสอบจะต้องได้คะแนนในแต่ละหมวดวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบ จึงจะถือว่าเป็นผู้สอบผ่าน
6. ห้าม ผู้เข้าสอบนำตำราหรือเอกสารอ้างอิงต่างๆ เข้าห้องสอบ โดยสภาวิศวกรจะเตรียมตารางมาตรฐานไว้ในห้องสอบ และให้ใช้เครื่องคำนวณธรรมดาที่มีฟังก์ชันเสริมทางเรขาคณิตเท่านั้น สำหรับเครื่องคำนวณที่สามารถบรรจุโปรแกรมตัวอักษร ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ
7. ผู้เข้าสอบจะต้องแสดงบัตรสมาชิกสภาวิศวกร หรือบัตรประจำตัวประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ในวันสอบ เพื่อลงทะเบียนเข้าสอบและรับรหัสผ่าน
8. ผู้เข้าสอบจะต้องแต่งกายสุภาพ (โดยห้ามสวมใส่ชุดสีไม่สุภาพ เสื้อไม่มีปก กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ เป็นต้น) หากฝ่าฝืนจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบ และต้องปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเมื่อเข้าห้องสอบ
9. ห้ามผู้เข้าสอบเข้าห้องสอบช้าเกินกว่า 30 นาที และห้ามออกจากห้องสอบก่อน 60 นาที
10. หาก ผู้เข้าสอบทุจริตในการสอบให้ปรับตกทุกวิชา และห้ามสมัครสอบในครั้งต่อไปอีกจำนวน 6 เดือน ทั้งนี้ ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการผู้คุมสอบ
11. ระบบ จะแสดงผลการทดสอบทันทีหลังจากการสอบเสร็จสิ้นแล้ว โดยผลการสอบจะแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ สำหรับผลการพิจารณาผ่านหรือไม่ผ่านนั้น สภาวิศวกรจะแจ้งอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากการอนุมัติผลสอบจากคณะกรรมการสภาวิศวกร
12. สภาวิศวกรจะประกาศผลการสอบภายหลังจากวันประชุมคณะกรรมการสภาวิศวกรโดยปิดประกาศ ณ สำนักงานสภาวิศวกร และระบบสารสนเทศของสภาวิศวกร
13. สภาวิศวกรจะเก็บผลการสอบของผู้ที่สอบผ่านแล้วในแต่ละหมวดวิชาไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสภาวิศวกร หากภายใน 2 ปี ผู้เข้าสอบไม่สามารถสอบผ่านทั้ง 2 หมวดวิชา สภาวิศวกรจะยกเลิกผลที่สอบผ่านแล้วทั้งหมด
จบจากหลักสูตรและสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองจากสภาวิศวกร
ได้เรียนในหลักสูตร โดยมีรายวิชาและหน่วยกิตตามที่คณะกรรมการสภาวิศวกรกำหนด
ต้องผ่านการสอบในหมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมและหมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรมซึ่งจัดสอบโดยสภาวิศวกร
ต้องผ่านการอบรมและทดสอบความพร้อมในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
หลักเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา ในปี 2552 คือ ทุกคนต้องเข้าทดสอบความรู้ทางวิศวกรรมก่อน ซึ่งข้อสอบเป็นแบบปรนัย รายวิชาและเกณฑ์การสอบเป็นไปตามที่แนบมา ขณะนี้มีข้อสอบอยู่ในคลังข้อสอบ 107 วิชาๆ ละประมาณ 400 ข้อ ได้เปิดเผยพร้อมคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งทางสภาวิศวกร ได้นำเข้าไว้ในเว็บไซต์ สภาวิศวกร ( Website: http://www.coe.or.th) เรียบร้อยแล้ว
หลักเกณฑ์การทดสอบความรู้ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร
ก. หมวดวิชาที่ใช้ในการทดสอบ
1. หมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรม จำนวน 4 วิชา ประกอบด้วย
1.1 วิชา Engineering Drawing
1.2 วิชา Engineering Mechanics-Statics
1.3 วิชา Engineering Materials
1.4 วิชา Computer Programming
ผู้เข้าสอบต้องสอบทั้ง 4 วิชา วิชาละ 25 ข้อ รวม 100 ข้อ (คะแนนแต่ละข้อเท่ากัน)
2. หมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรม ประกอบด้วยวิชาจาก 7 สาขาวิศวกรรมควบคุม ดังนี้
2.1 สาขาวิศวกรรมโยธา
2.2 สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า
2.3 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล
กลุ่มวิชาเลือก 1
1.1 Mechanics of Machinery/ Dynamics of Machines /Theory of Machines
1.2 Ship Dynamics
1.3 Dynamics of Vehicles
1.4 Mechanics of Flight
1.5 Theory of Agricultural Machines
กลุ่มวิชาเลือก 2
2.1 Machine Design / Mechanical Design
2.2 Ship Design
2.3 Aircraft Design
2.4 Agricultural Machinery Design
กลุ่มวิชาเลือก 3
3.1 Automatic Control
3.2 Digital Control
3.3 Automotive Control
3.4 Fluid Power Control
กลุ่มวิชาเลือก 4
4.1 Mechanical Vibration/ Vibration Control
กลุ่มวิชาเลือก 5
5.1 Internal Combustion Engines
5.2 Combustion
กลุ่มวิชาเลือก 6
6.1 Air Conditioning
6.2 Refrigeration/Freezing/Cold Storage
กลุ่มวิชาเลือก 7
7.1 Heat Transfer
7.2 Thermal System Design
กลุ่มวิชาเลือก 8
8.1 Power Plant Engineering
8.2 Ship Propulsion and Engines
8.3 Aircraft Power Plant
8.4 Power for Agricultural Systems
ผู้เข้าสอบเลือกสอบ 4 กลุ่มวิชา จาก 8 กลุ่มวิชา และแต่ละกลุ่มเลือกสอบเพียง 1 วิชา วิชาละ 25 ข้อ รวม 100 ข้อ (คะแนนแต่ละข้อเท่ากัน)
2.4 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ
2.5 สาขาวิศวกรรมเหมืองแร่
2.6 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ (เคมี)
2.7 สาขาวิศวกรรมโยธา(สิ่งแวดล้อม
ข. หลักเกณฑ์และวิธีการสอบ
1. ผู้ มีสิทธิสอบจะต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบคณะกรรมการสภาวิศวกร ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบความรู้เพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับภาคีวิศวกร พ.ศ. 2549
2. อัตราค่าสมัครสอบ ครั้งละ 1,500 บาท โดยการสอบหนึ่งครั้ง หมายความว่า สอบทั้ง 2 หมวดวิชา หรือสอบเฉพาะหมวดวิชาใด หมวดวิชาหนึ่ง
3. สภาวิศวกรสงวนสิทธิ์ในการขอเลื่อนสอบและการคืนค่าสมัครสอบในทุกกรณี
4. ผู้เข้าสอบจะทราบรอบการสอบได้ ภายหลังจากการสมัคร 1 สัปดาห์
5. ในแต่ละหมวดวิชา มีจำนวนข้อสอบวิชาละ 25 ข้อ จำนวน 4 วิชา รวมทั้งหมด 100 ข้อ ประกอบด้วย
5.1 การสอบหมวดวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมใช้เวลา 3 ชั่วโมง จัดสอบในช่วงเช้า (9.00-12.00 น.)
5.2 การสอบหมวดวิชาเฉพาะทางวิศวกรรมใช้เวลา 3 ชั่วโมง จัดสอบในช่วงบ่าย (13.30-16.30 น.)
คะแนนแต่ละข้อเท่ากับ 1 คะแนน ข้อที่ไม่ตอบหรือตอบผิดได้คะแนนเท่ากับศูนย์ โดยผู้เข้าสอบจะต้องได้คะแนนในแต่ละหมวดวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบ จึงจะถือว่าเป็นผู้สอบผ่าน
6. ห้าม ผู้เข้าสอบนำตำราหรือเอกสารอ้างอิงต่างๆ เข้าห้องสอบ โดยสภาวิศวกรจะเตรียมตารางมาตรฐานไว้ในห้องสอบ และให้ใช้เครื่องคำนวณธรรมดาที่มีฟังก์ชันเสริมทางเรขาคณิตเท่านั้น สำหรับเครื่องคำนวณที่สามารถบรรจุโปรแกรมตัวอักษร ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ
7. ผู้เข้าสอบจะต้องแสดงบัตรสมาชิกสภาวิศวกร หรือบัตรประจำตัวประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ในวันสอบ เพื่อลงทะเบียนเข้าสอบและรับรหัสผ่าน
8. ผู้เข้าสอบจะต้องแต่งกายสุภาพ (โดยห้ามสวมใส่ชุดสีไม่สุภาพ เสื้อไม่มีปก กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ เป็นต้น) หากฝ่าฝืนจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบ และต้องปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเมื่อเข้าห้องสอบ
9. ห้ามผู้เข้าสอบเข้าห้องสอบช้าเกินกว่า 30 นาที และห้ามออกจากห้องสอบก่อน 60 นาที
10. หาก ผู้เข้าสอบทุจริตในการสอบให้ปรับตกทุกวิชา และห้ามสมัครสอบในครั้งต่อไปอีกจำนวน 6 เดือน ทั้งนี้ ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการผู้คุมสอบ
11. ระบบ จะแสดงผลการทดสอบทันทีหลังจากการสอบเสร็จสิ้นแล้ว โดยผลการสอบจะแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ สำหรับผลการพิจารณาผ่านหรือไม่ผ่านนั้น สภาวิศวกรจะแจ้งอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากการอนุมัติผลสอบจากคณะกรรมการสภาวิศวกร
12. สภาวิศวกรจะประกาศผลการสอบภายหลังจากวันประชุมคณะกรรมการสภาวิศวกรโดยปิดประกาศ ณ สำนักงานสภาวิศวกร และระบบสารสนเทศของสภาวิศวกร
13. สภาวิศวกรจะเก็บผลการสอบของผู้ที่สอบผ่านแล้วในแต่ละหมวดวิชาไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสภาวิศวกร หากภายใน 2 ปี ผู้เข้าสอบไม่สามารถสอบผ่านทั้ง 2 หมวดวิชา สภาวิศวกรจะยกเลิกผลที่สอบผ่านแล้วทั้งหมด
บทความเกี่ยวกับวิศวกร
วิศวกรต่างชาติเก่งกว่าวิศวกรไทยจริงหรือ ?
โครงการขนาดใหญ่หรือ Mega Project ยังใช้บริษัทวิศวกรจากต่างประเทศ ส่วนบริษัทวิศวกรไทย
เป็นเพียงผู้สนับสนุนการทำงาน ทำให้ประเทศต้องสูญเสียเงินในการว่าจ้างวิศวกรจากต่างประเทศ
ปีละหลายพันล้านบาท โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการที่งานออกแบบส่วนใหญ่ดำเนินการ
โดยวิศวกรจากต่างประเทศ ในขณะที่โครงการสนามบินสุวรรณภูมิกำลังมีปัญหามากมาย ไม่มีวิศวกร
ต่างชาติที่เป็นผู้ออกแบบแม้แต่คนเดียวออกมาแก้ปัญหา และทิ้งให้วิศวกรไทยที่เป็นเพียงผู้มีส่วนร่วม
ต้องออกมาชี้แจงและแก้ปัญหากันเอง ยังความเสียหายกับโครงการเป็นมูลค่ามหาศาล ถึงกระนั้น
ในกรณีทางวิ่งของเครื่องบินที่มีปัญหาก็ยังมีคนเสนอให้จ้างวิศวกรต่างชาติมาทำการศึกษาอีก
นับเป็นการตบหน้าวิศวกรไทยว่าไม่น่าเชื่อถือ…ไม่มีน้ำยาสูตรสำเร็จในการเสนองานโครงการขนาดใหญ่
ในยุคที่ผ่านมา บริษัทวิศวกรไทยจะต้องหาบริษัทวิศวกรจากต่างประเทศเข้ามาร่วมเสมอ
จึงจะผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ส่วนเมื่อได้งานมาแล้ว คนที่ลงมือทำงานจริงก็คือคนไทย
วิศวกรไทยสามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้หรือหรือไม่ ?
คนที่เดินทางไปประเทศมาเลเซียมักจะรู้สึกว่าถนนที่นั่นมาตรฐานสูงกว่าประเทศไทย หารู้ไม่ว่า
บริษัทอิตาเลี่ยนไทยเป็นคนแรกที่เข้าไปสร้างถนนที่นั่นบริษัทอย่างอิตาเลี่ยนไทยและ ช การช่าง
กำลังสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศลาว ซึ่งเป็นงานที่ต้องมีความชำนาญ งานต้องได้มาตรฐาน
เพราะเขื่อนแต่ละเขื่อนต้องรับน้ำมหาศาลและมีอายุยาวนาน หลังจากโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน
การสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ การสร้างอุโมงค์สายไฟฟ้าแรงสูง ในปัจจุบัน บริษัทไทยมีความสามารถ
ในงานเจาะอุโมงค์ ซึ่งเคยเป็นงานที่นับว่ายากลักษณะหนึ่งในสมัยที่สร้างอาคารใบหยก 2
ก็นับว่าเป็นอาคารที่เป็น โครงสร้างคอนกรีตที่สูงที่สุดในโลก อาคารสเตเดียมหัวหมากก็เป็นอาคาร
ที่มีโครงสร้างหลังคาคอนกรีตที่เป็นความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรมในสมัยนั้นประเทศไทยยังมีตัวอย่าง
อาคารอนุรักษ์พลังงานที่เป็นแนวหน้าในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของสิงค์โปร์
กฟผ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในโลกรายหนึ่ง จนคนไทยมองเห็นการมีไฟฟ้าใช้
เป็นเรื่องปกติในขณะที่แม้กระทั่งสหรัฐ คานาดา และยุโรป ล้วนแล้วแต่เคยประสบวิกฤติและเกิด Black Out
มาแล้วแต่ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูง จึงไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว และยังเป็นผู้ที่เข้าไปช่วย
การไฟฟ้าในประเทศซูดานและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร ในปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวงยังถูกเชิญ
ให้เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร
ความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรมของไทย
บริษัทวิศวกรรมไทยมีความชำนาญในหลายด้าน เช่น ระบบโครงสร้าง Post Tension ที่วิศวกรไทยได้พัฒนา
มาอย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้นำของการก่อสร้างด้วยระบบนี้ในโลก วิศวกรไทยมีความก้าวหน้าในการก่อสร้าง
ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูปทั้งงานอาคาร งานถนนยกระดับ และสะพาน วิศวกรรมระบบเครื่องกลและไฟฟ้า
บริษัทวิศวกรไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพมาตรฐานที่ดี และกำลังเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โครงการผลิตไฟฟ้า
ณ จุดใช้งานในประเทศไทย ก็มีระบบที่พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศมาเลเซีย ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการผลิตไฟฟ้าไทยก็ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการลดอุณหภูมิอากาศก่อนเข้าเครื่องยนต์กังหันก๊าซ
ซึ่งก้าวหน้ากว่าหลายประเทศในโลก การก่อสร้างโครงการประเภทอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน
คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ในประเทศไทย มีระบบการก่อสร้างที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
หลายอาคารมีมาตรฐานที่สูงกว่าประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านอสังหาริมทรัพย์
ในยุคที่ผ่านมาอย่างฮ่องกงและสิงค์โปร์ จนมีผู้มาขอเยี่ยมชมโครงการเหล่านี้เพื่อนำไปเป็นตัวอย่างใน
การพัฒนาในต่างประเทศ เช่น จีน ตะวันออกกลาง ปากีสถาน และบังกลาเทศถึงวันนี้ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่
อย่างซีคอนหรือฟิวเจอร์ พาร์คก็ยังเป็นศูนย์การค้าที่มีขนาดใหญ่ และมีระบบงานด้านวิศวกรรมที่ทันสมัย
กว่าศูนย์การค้าส่วนใหญ่ในโลก วิศวกรไทยยังมีชื่อเสียงสำหรับการก่อสร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัย
ห้องป้องกันการติดเชื้อ ห้องปฏิบัติการ ศูนย์คอมพิวเตอร์ และโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในอนาคต
วิศวกรไทยยังจะขึ้นมาเป็นผู้นำในเรื่องพลังงานชีวภาพ การบำบัดน้ำ และการแปรสภาพขยะอีกด้วย
วิศวกรไทยเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ?
จีน เป็นประเทศที่มีการพัฒนาและเติบโตมาก โดยที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ใช้วิศวกรจากต่างประเทศเช่นกัน
แต่เพียงในเวลาไม่กี่ปีจีนพัฒนาวิศวกรจีนจนวันนี้มีความสามารถในระดับสากล การใช้วิศวกรต่างชาติในช่วงแรก
ก็พบปัญหาที่ขาดคนรับผิดชอบเช่นกัน เนื่องจากจีนยังมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดต่อไป วันนี้จีนไม่ได้หลงไหล
วิศวกรฝรั่งอีกต่อไป สำหรับวิศวกรไทย ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับและมีการติดต่อให้เข้าไปทำงานออกแบบใน
ประเทศจีนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมาตรฐานของอาคารประเภทโรงแรมสำนักงาน และศูนย์การค้าในประเทศไทย
ในปัจจุบันนับว่าเทียบเท่ามาตรฐานสากล
ตะวันออกกลาง วิศวกรไทยได้ทำงานในประเทศซาอุดิอาราเบียจนเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก
จนกระทั่งต้องสะดุดลงเนื่องจากกรณีเพชรซาอุบริษัทวิศวกรไทยภายใต้ FEDCON
ได้มีบทบาทสำคัญในโครงการกาตาร์ เอเชี่ยนเกมส์ 2006 และในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับจนมีบริษัทวิศวกรไทย
ที่รับงานในประเทศกาตาร์เพิ่มมากขึ้นทั้งงานออกแบบและงานรับเหมาก่อสร้าง บริษัทวิศวกรไทยยังทำงาน
ออกแบบและก่อสร้างในดูไบ ทั้งการออกแบบก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่งมวลชน
รวมทั้งงานในอบูดาบีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้พัฒนาโครงการในตะวันออกกลางต่างพอใจผลงานของ
บริษัทวิศวกรไทย เนื่องจากคุณภาพงานเทียบเท่ามาตรฐานสากล ทำงานจริง รับผิดชอบงาน
คบง่ายและจริงใจตามนิสัยคนไทย
ประเทศอื่นๆ บริษัทวิศวกรไทยยังมีโอกาสขยายงานในประเทศต่างๆ เช่น เวียตนาม
ปากีสถาน บังกลาเทศ จอร์แดน และประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอีกมาก
Belt Conveyor สายพานลำเลียง
Belt Conveyor
สายพานลำเลียงเป็นสายพานที่ใช้ขนส่งวัสดุจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยจะต้องมีตัวขับและพูเลย์ในการทำให้สายพานเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ของสายพานจะเกิดจากแรงเสียดทานระหว่างสายพานกับพูเลย์ แรงเสียดทานดังกล่าวจะขึ้นอยุ่กับผิวสัมผัส ระหว่างสายพานกับพูเลย์ และแรงดึงให้สายพานตึง จากลักษณะการใช้งานสายพานจึงต้องมีสมบัติต่าง ๆ ดังนี้ คือ
สายพานลำเลียง
ความทนทานต่อแรงเฉือน (Tear strength)
ระหว่างใช้งาน ชั้นยางและผ้าใบแต่ละชั้นจะรับแรงในการขับเคลื่อนสายพานในปริมาณที่แตกต่างกัน เมื่อผ่านพูเลย์ ยางผิวด้านล่างจะเกิดแรงกด ส่วนยางผิวด้านบนจะถูกยืดออก และชั้นผ้าใบแต่ละชั้นก็รับแรงไม่เท่ากัน ระหว่างชั้นวัสดุแต่ละชั้นของสายพาน จะมีแรงเฉือนเกิดขึ้น แรงเฉือนดังกล่าวจะกระทำกับแต่ละจุดของสายพานมีลักษณะเป็นรอบ อาจทำให้เกิดปัญหาแยกชั้นของสายพานได้หากแรงยืดของแต่ละชั้นไม่แข็งแรงพอ การทดสอบผลิตภัณฑ์สายพานลำเลียงจึงต้องมีการทดสอบ สมบัติความทนทานต่อแรงเฉือนของสายพาน เกี่ยวกับการยึดติดระหว่างผ้าใบกับยางและระหว่างผ้าใบกับผ้าใบแต่ละชั้น
ความทนทานต่อการสึกหรอ (Abrasion Resistance)
สายพานจะเกิดการเสียดสีตลอดเวลาในระหว่างการใช้งาน โดยเฉพาะที่ผิวยางบน ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับวัสดุที่ต้องการจะลำเลียงวัสดุแต่ละชนิด จะทำให้เกิดการสึกหรอแตกต่างกัน จึงต้องมีการตรวจสอบทุกครั้งในการผลิตสายพานลำเลียง
ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม (Environmental Resistance)
การใช้งานสายพานลำเลียงมีลักษณะที่แตกต่างกันไป การใช้งานกลางแจ้งยางผิวที่ใช้จะต้องมีความทนทานต่อแสง UV ออกซิเจน และโอโซน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้สายพานเสื่อมสภาพเร็วมากขึ้น การใช้งานที่ต้องสัมผัสกับสารเคมี เช่น นำ้มัน, กรดหรือด่าง, เป็นต้น ยางผิวที่ใช้ควรมีสมบัติที่สามารถทนทานต่อสารเคมีดังกล่าวได้
ความทนทานต่อความร้อน สายพานที่ผ่านพูเลย์จะเกิดการผิดรูปที่มีลักษณะเป็นคาบ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสะสม (heat build up) ขึ้นได้ โดยเฉพาะสายพานที่ใช้แรงดึงและเดินรอบสูง ๆ จะเกิดความร้อนขึ้นมาก ซึ่งอาจจะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็นได้
ส่วนสมบัติอื่นที่ควรมีการคำนึงถึง คือ ความทนทานต่อแรงดึง และความทนทานต่อความล้า ยางผิวสายพานต้องมีความทนทานต่อแรงดึงพอสมควรเนื่องจาก จะต้องรับแรงดึงที่ใช้ขับเคลื่อนสายพาน และต้องมีความทนทานต่อความล้าด้วย เนื่องจากการผิดรูปลักษณะเป็นรอบดังกล่าวข้างต้น
อ้างอิง http://engineerknowledge.blogspot.com/2011/01/conveyor.html
ประหยัดพลังงานด้วยวัฒนธรรมลอจิสติกส์
ประหยัดพลังงานด้วยวัฒนธรรมลอจิสติกส์
เราคงจะต้องหันมาดูเรื่องการประหยัดพลังงานกันอีกครั้งหนึ่งตามประสาคนไทยที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันเป็นปกติ ผมลองสังเกตดูในหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามีโครงการประหยัดพลังงานกันเป็นช่วงๆพอผ่านพ้นวิกฤตแล้วเราก็กลับมามีพฤติกรรมเหมือนเดิมอีก จริงไหมครับ ไม่เชื่อท่านก็ลองนึกดูก็แล้วกัน แล้ววิกฤตพลังงานครั้งนี้จะทำให้คนไทยมีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้งหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะจุดประกายการแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน โดยผมมีประเด็นอยู่สองประเด็น คือ การออกแบบและการใช้งาน ถ้าเราออกแบบมาเพื่อใช้งานได้อย่างฟุ่มเฟือย การใช้งานก็ย่อมฟุ่มเฟือยตาม ส่วนการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ใช้งานว่าใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ผมมองว่านั่นคือ วัฒนธรรมการใช้พลังงาน
พลังงาน คือ ชีวิต
ชีวิตนั้นเกิดจากการใช้พลังงานหรือเผาผลาญในเซลล์ต่างๆให้เกิดพลังงาน ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เครื่องจักรหรือธุรกิจก็เช่นกันย่อมต้องใช้พลังงานเพื่อให้เกิดการขัลเคลื่อนในแปลงสภาพทรัพยากรไปสู่สิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อลูกค้าและสังคม กิจกรรมต่างๆในระบบใดๆก็ตามย่อมต้องมีกิจกรรมลอจิสติกส์ที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายของทรัพยากรตามฟังก์ชั่นหน้าที่ของมัน การเคลื่อนย้ายของ สสารต่างๆย่อมต้องการพลังงานกลในการเคลื่อนย้ายทั้งสิ้น โดยเฉพาะสิ่งที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาและไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติจำเป็นต้องใช้พลังงานกลที่คิดค้นโดยมนุษย์ แต่พลังงานที่ในการขับเคลื่อนเหล่านี้ก็มาจากธรรมชาติอยู่ดี แต่ที่น่าแปลกคือมนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในขณะเดียวกันก็ทำลายธรรมชาติไปด้วย
ธุรกิจก็เหมือนคนเราที่ต้องการมีชีวิต ต้องการพลังงานเพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้ พลังงานสำหรับชีวิตก็คืออาหาร แต่สำหรับธุรกิจก็คือน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น คนเราเองบางครั้งคิดว่าเราสามารถเข้าใจและพยายามเอาชนะธรรมชาติให้ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติอยู่ดี
ดังนั้นเราคงจะสังเกตเห็นได้ว่าคนที่ตายแล้วนั้นไม่เคลื่อนไหว ธุรกิจที่มีปัญหาหรือตายแล้วก็ย่อมที่จะไม่มีการเคลื่อนย้ายเช่นกัน และกิจกรรมเคลื่อนย้ายเหล่านี้ก็คือกิจกรรมลอจิสติกส์นั่นเอง
ประหยัดด้วยแนวคิดลอจิสติกส์
การเคลื่อนย้ายย่อมต้องใช้พลังงาน ในชีวิตประจำวันและธุรกิจนั้นเราไม่สามารถหยุดการเคลื่อนย้ายได้เพราะถ้าเราหยุดเคลื่อนไหวเราก็เหมือนคนตาย หรือถ้าไม่มีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบแล้วธุรกิจก็คงล้มสลายไปเช่นกันการใช้แนวคิดลอจิสติกส์ไม่ใช่แค่การพิจารณาการเคลื่อนย้ายเท่านั้น แต่เป็นการพิจารณาตัดสินใจอย่างมีสติหรือมีข้อมูลาสำหรับการตัดสินใจเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้าย
ลองพิจารณาดูว่าตลอดวันในการตัดสินใจเรื่องรามต่างๆนั้นมีอยู่กี่เรื่องและแต่ละเรื่องอย่างน้อยจะต้องมีส่วนมาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่เคลื่อนย้าย ไม่ว่าเราจะคิดและตัดสินใจอะไรในชีวิตประจำวันของเรนาจะต้องเกี่ยวข้องกับลอจิสติกส์ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะไปไหน ไปอย่างไร ไปเมื่อไหร่ หรือถึงที่หมายเมื่อไหร่ จะพักที่ไหนในระหว่างเดินทางแม้แต่การจะหาที่ทำงานหรือหาโรงเรียนให้ลูก หรือจะหาเรือนหอสักหลังหนึ่ง เราทักจะนึกถึงทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง ที่มักขโมยเวลาของคนเมืองหลวงไปอย่างเปล่าประโยชน์ ลักษณะเช่นนี้เป็นลอจิสติกส์ที่ขาดการจัดการ เพราะการจัดการลอจิสติกส์ที่ดี จะต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้งานประหยัดทั้งเวลาและเงิน
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีการพูดถึงลอจิสติกส์กันมามากในช่วงระยะนี้เพราคิดว่าลอจิสติกส์คือคำตอบพร้อมทั้งหลอกหลอนตัวเองว่าถ้าใช้ลอจิสติกส์แล้วจะเป็นคนที่ทันสมัยตามโลกที่เจริญแล้วได้ทัน ด้วยความเขลา แค่เปลี่ยนฃื่อหรือประกาศว่าตัวเองหรือหน่วยงานของตัวเองนั้นนำเอาแนวคิดลอจิสติกส์มาใช้ แต่ที่ไหนได้ก้เปลี่ยนแค่เปลือกนอกเท่านั้น แต่ภูมิปัญญาในการจัดการนี่สิจะต้องพัฒนากันอีกมาก พร้อมทั้งการพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในการจัดการ ถ้าใครเคยเรียนการจัดการแต่ผมไมได้หมายถึงการประหยัดแบบใช้ให้น้อยที่สุด แต่การจัดการนั้นพยายามที่จะจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมหรือพอดีกับความต้องการ ไม่มากเกินความจำเป็นและไม่น้อยกว่าความต้องการ วัฒนธรรมตรงนี้แฝงอยู่ในหลักการจัดการโดยทั่วไปอยู่แล้ว คนไทยเราเองอาจจะไม่เคยชินเพราะในน้ำมีปลาในนามีข้าว จนเคยตัว เป็นคนเคยร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติ มาคราวนี้เรากำลังจะหมดตัวกันแล้วจะทำใจปรับตัวยอมรับสภาพตัวเองได้หรือไม่ นอกจากการประหยัดพลังงานแล้วเราคงจะต้องมองไปในอนาคตด้วย
เรื่องของการจัดการนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้ใช้จะต้องผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเพื่อที่จะเข้าใจตัวปัญหาและหนทางการแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป หัวใจของการจัดการนั้นคือ การจัดการความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆของปัญหาหรือสิ่งที่เราสนใจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้วย หาหนทางในการรองรับสถานการณ์ในอนาคต ไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ ประเด็นหรือวัฒนธรรมตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าผู้นำและทุกคนในสังคมมีวัฒนธรรมในการคิดไปข้างหน้าย่อมทำให้ตัวเราหรือประเทศมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ลอจิสติกส์ ไม่ใช่แค่การขนส่งแต่เป็นการจัดการ
ตั้งแต่ผมเริ่มสอนและบรรยายในหัวข้อของการจัดการลอจิสติกส์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดในการจัดการลอจิสติกส์ คือ การมีความเข้าใจไม่ตรงกันในความหมายจากความเข้าใจดั้งเดิมที่เป็นการขนส่งมาสู่ความเข้าใจที่เป็นศิลปะแห่งการจัดการแบบบูรณาการหรือเป็นการจัดการการดำเนินการ(Management of Operations) ตลอดจนโซ่คุณค่า(Value Chain) ขององค์กรหรือวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เมื่อความเข้าใจต่างกัน ผลลัพธ์ในเชิงความคิดหรือนโยบายก็ออกมาต่างกันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำหนดนโยบายและผู้ตอบสนองนโยบายถ้ามองไม่เหมือนกันแล้วผลที่เกิดขึ้นคงจะไม่ประโยชน์อันเลยกับสังคมเหมือนกับสภาพการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่สังคมไทยในเวลานี้
เรื่องของการจัดการนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้ใช้จะต้องผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเพื่อที่จะเข้าใจตัวปัญหาและหนทางแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป หัวใจของการจัดการนั้นคือ การจัดการความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆของปัญหาหรือสิ่งที่เราสนใจ แล้วองค์ประกอบของธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็มักจะเชื่อมต่อกันด้วยกิจกรรมลอจิสติกส์หรือการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บ ดังนั้นการจัดการขนส่งหรือการจัดการเคลื่อนย้ายเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอสำหรับภาพที่แสดงถึงสภาพของปัญหาทั้งหมดที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันไปทั่วไปหมด
พลังงานปัญหาพื้นฐานของทุกสิ่ง
ถ้าเคยดูหนังเรื่อง Mad Max ที่พระเอกเมลล์กิ๊บสันแสดงเมื่อสมัยตอนเป็นหนุ่มๆ ก็เป็นเรื่องราวที่ช่วงเชิงแหล่งพลังงานกัน และมีหนังอีกหลายเรื่องที่สะท้อนถึงความต้องการพลังงานและยิ่งไปกว่าหนังเสียอีก สงครามที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ดูหมายจะกลายเป็นสงครามเพื่อช่วงชิงแหล่งพลังงานน้ำมันที่สำคัญ ผมคงต้องกล่าวไม่ผิดหรอกว่าพลังงานคือ ชีวิตและชีวิตทำให้เกิดธุรกิจหรือสิ่งอื่นๆที่สร้างสรรค์และทำลายโลก แต่ผมว่าน่าจะเป็นการทำลายโลกเสียมากกว่า น้ำมันแพงคราวนี้หรือคราวไหนๆก็ตามนั้นไม่ได้ผลต่อการขนส่งเท่านั้นแต่มีผลต่อโซ่คุณค่าของสังคมมนุษย์โดยตรง เพียงแต่ว่าเราจะปรับตัวได้ดีขนาดไหนและที่สำคัญเรามองไปในอนาคตเพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ดีขนาดไหน ดังนั้นถ้าประเทศไทยเรายังจัดการกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งอย่างพลังงานไม่ได้ เราคงตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก พลังงานเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้แล้วหมดไปวงจรชีวิตกว่าจะนำกลับมาใช้อีกคงจะไม่ทันกับปริมาณการใช้ของมนุษย์บนโลก
ทรัพยากรพลังงานที่อยู่บนโลกถูกใช้ไปเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนเกือบจะหมดไปแล้ว ใครสามารถสร้างพลังงานทดแทนหรือหาแหล่งพลังงานใหม่ได้ย่อมที่จะเป็นจ้าวโลกไปในทันที การที่จะเป็นจ้าวโลกได้ไม่ใช่ใช้สถานะความเป็นเข้าของเท่านั้น แต่ควรจะเป็นการใช้อย่างชาญฉลาดมากกว่า ผมมองว่ามันเหมือนการลงทุนในยุคปัจจุบันการมีน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาตินั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่การใช้ประโยชน์จากพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีการวางแผนในอนาคตอย่างต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว
วัฒนธรรมการใช้พลังงาน
ปัญหาทั้งหลายที่เกิดในสังคมทุกวันนี้ก็มาจากคนทั้งสิ้น ประเทศจะเจริญหรือไม่พัฒนานั้นก็มาจากคนในทุกระดับชั้นที่ร่วมกันสร้างชาติ แต่การที่กลุ่มคนในชาติเหล่านั้นจะร่วมมือกันได้นั้น ก็คงจะต้องมีความคิดร่วมกันที่เหมือนกัน ยอมรับร่วมกันเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทุกคนที่มีหน้าที่ต่างๆได้กำหนดบทบาทของตัวเองได้สอดคล้องกันทั่วทั้งสังคม พลังงานนั้นเป็นของมีค่า เมื่อใช้แล้วย่อมหมดไป เงินเรามีไม่มาก พลังงานกลายเป็นสินค้าราคาแพงเมื่อเริ่มขาดแคลน ความเข้าใจเบื้องต้นเหล่านี้จะต้องอยู่ในความตระหนักของทุกคนในสังคม ไม่ใช่มีปัญหาเมื่อไรก็ออกมารณรงค์ประหยัดพลังงานกันเป็นช่วงๆ เหมือนกับการแก้ปัญหาแบบวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก ผมว่ามันไม่ทันแล้วผมเคยไปต่างประเทศ บางครั้งยังนึกว่าทำไมห้างสรรพสินค้าเขาถึงปิดเร็วนัก โดยมีกำหนดเวลาให้เราเลือกซื้อสินค้าน้อยเหลือเกิน ผมมองว่าเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและแรงคน แล้วดูบ้านเราสิครับ เปิดเร็ว ปิดดึกไว้รอคอยดักรอคนมาซื้อของทุกช่วงเวลา จะมีสักกี่ช่วงเวลาที่มีคนมาซื้อของมากๆ พอมีการนโยบายประหยัดการเปลี่ยนเวลา เปิด-ปิด ห้างสรรพสินค้าก็ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็เลิกกลับมาเหมือนเดิม ดูสิว่าแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้มีวัฒนธรรมของการประหยัดพลังงานอย่างใงรากลึกลงไปในการดำเนินธุรกิจหรือการกำหนดกฎระเบียบต่างๆของสังคม เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตก็ต้องเปลี่ยนให้ ต้องทำให้ได้ แม้ว่าจะลำบากในตอนนี้ แต่ถ้าทำให้ชีวิตข้างหน้าเราสบายขึ้น ให้นึกว่าสร้างวัฒนธรรมดีๆไว้ให้ลูกหลาน เพราะว่าเขายังคงต้องใช่ชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกนานกว่าเรามาก วัฒนธรรมที่ดีน่าจะเป็นมรดกที่ดีให้กับลูกหลานมากกว่าทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป วัฒนธรรมนั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาปรับปรุงตามสภาพได้
เราคงจะต้องหันมาดูเรื่องการประหยัดพลังงานกันอีกครั้งหนึ่งตามประสาคนไทยที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันเป็นปกติ ผมลองสังเกตดูในหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามีโครงการประหยัดพลังงานกันเป็นช่วงๆพอผ่านพ้นวิกฤตแล้วเราก็กลับมามีพฤติกรรมเหมือนเดิมอีก จริงไหมครับ ไม่เชื่อท่านก็ลองนึกดูก็แล้วกัน แล้ววิกฤตพลังงานครั้งนี้จะทำให้คนไทยมีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้งหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะจุดประกายการแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน โดยผมมีประเด็นอยู่สองประเด็น คือ การออกแบบและการใช้งาน ถ้าเราออกแบบมาเพื่อใช้งานได้อย่างฟุ่มเฟือย การใช้งานก็ย่อมฟุ่มเฟือยตาม ส่วนการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ใช้งานว่าใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่ ผมมองว่านั่นคือ วัฒนธรรมการใช้พลังงาน
พลังงาน คือ ชีวิต
ชีวิตนั้นเกิดจากการใช้พลังงานหรือเผาผลาญในเซลล์ต่างๆให้เกิดพลังงาน ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เครื่องจักรหรือธุรกิจก็เช่นกันย่อมต้องใช้พลังงานเพื่อให้เกิดการขัลเคลื่อนในแปลงสภาพทรัพยากรไปสู่สิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อลูกค้าและสังคม กิจกรรมต่างๆในระบบใดๆก็ตามย่อมต้องมีกิจกรรมลอจิสติกส์ที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายของทรัพยากรตามฟังก์ชั่นหน้าที่ของมัน การเคลื่อนย้ายของ สสารต่างๆย่อมต้องการพลังงานกลในการเคลื่อนย้ายทั้งสิ้น โดยเฉพาะสิ่งที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาและไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติจำเป็นต้องใช้พลังงานกลที่คิดค้นโดยมนุษย์ แต่พลังงานที่ในการขับเคลื่อนเหล่านี้ก็มาจากธรรมชาติอยู่ดี แต่ที่น่าแปลกคือมนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในขณะเดียวกันก็ทำลายธรรมชาติไปด้วย
ธุรกิจก็เหมือนคนเราที่ต้องการมีชีวิต ต้องการพลังงานเพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้ พลังงานสำหรับชีวิตก็คืออาหาร แต่สำหรับธุรกิจก็คือน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น คนเราเองบางครั้งคิดว่าเราสามารถเข้าใจและพยายามเอาชนะธรรมชาติให้ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติอยู่ดี
ดังนั้นเราคงจะสังเกตเห็นได้ว่าคนที่ตายแล้วนั้นไม่เคลื่อนไหว ธุรกิจที่มีปัญหาหรือตายแล้วก็ย่อมที่จะไม่มีการเคลื่อนย้ายเช่นกัน และกิจกรรมเคลื่อนย้ายเหล่านี้ก็คือกิจกรรมลอจิสติกส์นั่นเอง
ประหยัดด้วยแนวคิดลอจิสติกส์
การเคลื่อนย้ายย่อมต้องใช้พลังงาน ในชีวิตประจำวันและธุรกิจนั้นเราไม่สามารถหยุดการเคลื่อนย้ายได้เพราะถ้าเราหยุดเคลื่อนไหวเราก็เหมือนคนตาย หรือถ้าไม่มีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบแล้วธุรกิจก็คงล้มสลายไปเช่นกันการใช้แนวคิดลอจิสติกส์ไม่ใช่แค่การพิจารณาการเคลื่อนย้ายเท่านั้น แต่เป็นการพิจารณาตัดสินใจอย่างมีสติหรือมีข้อมูลาสำหรับการตัดสินใจเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้าย
ลองพิจารณาดูว่าตลอดวันในการตัดสินใจเรื่องรามต่างๆนั้นมีอยู่กี่เรื่องและแต่ละเรื่องอย่างน้อยจะต้องมีส่วนมาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่เคลื่อนย้าย ไม่ว่าเราจะคิดและตัดสินใจอะไรในชีวิตประจำวันของเรนาจะต้องเกี่ยวข้องกับลอจิสติกส์ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะไปไหน ไปอย่างไร ไปเมื่อไหร่ หรือถึงที่หมายเมื่อไหร่ จะพักที่ไหนในระหว่างเดินทางแม้แต่การจะหาที่ทำงานหรือหาโรงเรียนให้ลูก หรือจะหาเรือนหอสักหลังหนึ่ง เราทักจะนึกถึงทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง ที่มักขโมยเวลาของคนเมืองหลวงไปอย่างเปล่าประโยชน์ ลักษณะเช่นนี้เป็นลอจิสติกส์ที่ขาดการจัดการ เพราะการจัดการลอจิสติกส์ที่ดี จะต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้งานประหยัดทั้งเวลาและเงิน
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีการพูดถึงลอจิสติกส์กันมามากในช่วงระยะนี้เพราคิดว่าลอจิสติกส์คือคำตอบพร้อมทั้งหลอกหลอนตัวเองว่าถ้าใช้ลอจิสติกส์แล้วจะเป็นคนที่ทันสมัยตามโลกที่เจริญแล้วได้ทัน ด้วยความเขลา แค่เปลี่ยนฃื่อหรือประกาศว่าตัวเองหรือหน่วยงานของตัวเองนั้นนำเอาแนวคิดลอจิสติกส์มาใช้ แต่ที่ไหนได้ก้เปลี่ยนแค่เปลือกนอกเท่านั้น แต่ภูมิปัญญาในการจัดการนี่สิจะต้องพัฒนากันอีกมาก พร้อมทั้งการพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในการจัดการ ถ้าใครเคยเรียนการจัดการแต่ผมไมได้หมายถึงการประหยัดแบบใช้ให้น้อยที่สุด แต่การจัดการนั้นพยายามที่จะจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมหรือพอดีกับความต้องการ ไม่มากเกินความจำเป็นและไม่น้อยกว่าความต้องการ วัฒนธรรมตรงนี้แฝงอยู่ในหลักการจัดการโดยทั่วไปอยู่แล้ว คนไทยเราเองอาจจะไม่เคยชินเพราะในน้ำมีปลาในนามีข้าว จนเคยตัว เป็นคนเคยร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติ มาคราวนี้เรากำลังจะหมดตัวกันแล้วจะทำใจปรับตัวยอมรับสภาพตัวเองได้หรือไม่ นอกจากการประหยัดพลังงานแล้วเราคงจะต้องมองไปในอนาคตด้วย
เรื่องของการจัดการนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้ใช้จะต้องผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเพื่อที่จะเข้าใจตัวปัญหาและหนทางการแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป หัวใจของการจัดการนั้นคือ การจัดการความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆของปัญหาหรือสิ่งที่เราสนใจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้วย หาหนทางในการรองรับสถานการณ์ในอนาคต ไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ ประเด็นหรือวัฒนธรรมตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าผู้นำและทุกคนในสังคมมีวัฒนธรรมในการคิดไปข้างหน้าย่อมทำให้ตัวเราหรือประเทศมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ลอจิสติกส์ ไม่ใช่แค่การขนส่งแต่เป็นการจัดการ
ตั้งแต่ผมเริ่มสอนและบรรยายในหัวข้อของการจัดการลอจิสติกส์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผมพบว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดในการจัดการลอจิสติกส์ คือ การมีความเข้าใจไม่ตรงกันในความหมายจากความเข้าใจดั้งเดิมที่เป็นการขนส่งมาสู่ความเข้าใจที่เป็นศิลปะแห่งการจัดการแบบบูรณาการหรือเป็นการจัดการการดำเนินการ(Management of Operations) ตลอดจนโซ่คุณค่า(Value Chain) ขององค์กรหรือวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เมื่อความเข้าใจต่างกัน ผลลัพธ์ในเชิงความคิดหรือนโยบายก็ออกมาต่างกันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำหนดนโยบายและผู้ตอบสนองนโยบายถ้ามองไม่เหมือนกันแล้วผลที่เกิดขึ้นคงจะไม่ประโยชน์อันเลยกับสังคมเหมือนกับสภาพการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่สังคมไทยในเวลานี้
เรื่องของการจัดการนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้ใช้จะต้องผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเพื่อที่จะเข้าใจตัวปัญหาและหนทางแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไป หัวใจของการจัดการนั้นคือ การจัดการความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆของปัญหาหรือสิ่งที่เราสนใจ แล้วองค์ประกอบของธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็มักจะเชื่อมต่อกันด้วยกิจกรรมลอจิสติกส์หรือการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บ ดังนั้นการจัดการขนส่งหรือการจัดการเคลื่อนย้ายเพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอสำหรับภาพที่แสดงถึงสภาพของปัญหาทั้งหมดที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันไปทั่วไปหมด
พลังงานปัญหาพื้นฐานของทุกสิ่ง
ถ้าเคยดูหนังเรื่อง Mad Max ที่พระเอกเมลล์กิ๊บสันแสดงเมื่อสมัยตอนเป็นหนุ่มๆ ก็เป็นเรื่องราวที่ช่วงเชิงแหล่งพลังงานกัน และมีหนังอีกหลายเรื่องที่สะท้อนถึงความต้องการพลังงานและยิ่งไปกว่าหนังเสียอีก สงครามที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ดูหมายจะกลายเป็นสงครามเพื่อช่วงชิงแหล่งพลังงานน้ำมันที่สำคัญ ผมคงต้องกล่าวไม่ผิดหรอกว่าพลังงานคือ ชีวิตและชีวิตทำให้เกิดธุรกิจหรือสิ่งอื่นๆที่สร้างสรรค์และทำลายโลก แต่ผมว่าน่าจะเป็นการทำลายโลกเสียมากกว่า น้ำมันแพงคราวนี้หรือคราวไหนๆก็ตามนั้นไม่ได้ผลต่อการขนส่งเท่านั้นแต่มีผลต่อโซ่คุณค่าของสังคมมนุษย์โดยตรง เพียงแต่ว่าเราจะปรับตัวได้ดีขนาดไหนและที่สำคัญเรามองไปในอนาคตเพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ดีขนาดไหน ดังนั้นถ้าประเทศไทยเรายังจัดการกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งอย่างพลังงานไม่ได้ เราคงตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก พลังงานเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้แล้วหมดไปวงจรชีวิตกว่าจะนำกลับมาใช้อีกคงจะไม่ทันกับปริมาณการใช้ของมนุษย์บนโลก
ทรัพยากรพลังงานที่อยู่บนโลกถูกใช้ไปเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์จนเกือบจะหมดไปแล้ว ใครสามารถสร้างพลังงานทดแทนหรือหาแหล่งพลังงานใหม่ได้ย่อมที่จะเป็นจ้าวโลกไปในทันที การที่จะเป็นจ้าวโลกได้ไม่ใช่ใช้สถานะความเป็นเข้าของเท่านั้น แต่ควรจะเป็นการใช้อย่างชาญฉลาดมากกว่า ผมมองว่ามันเหมือนการลงทุนในยุคปัจจุบันการมีน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาตินั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่การใช้ประโยชน์จากพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีการวางแผนในอนาคตอย่างต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว
วัฒนธรรมการใช้พลังงาน
ปัญหาทั้งหลายที่เกิดในสังคมทุกวันนี้ก็มาจากคนทั้งสิ้น ประเทศจะเจริญหรือไม่พัฒนานั้นก็มาจากคนในทุกระดับชั้นที่ร่วมกันสร้างชาติ แต่การที่กลุ่มคนในชาติเหล่านั้นจะร่วมมือกันได้นั้น ก็คงจะต้องมีความคิดร่วมกันที่เหมือนกัน ยอมรับร่วมกันเสียก่อน เพื่อที่จะได้ทุกคนที่มีหน้าที่ต่างๆได้กำหนดบทบาทของตัวเองได้สอดคล้องกันทั่วทั้งสังคม พลังงานนั้นเป็นของมีค่า เมื่อใช้แล้วย่อมหมดไป เงินเรามีไม่มาก พลังงานกลายเป็นสินค้าราคาแพงเมื่อเริ่มขาดแคลน ความเข้าใจเบื้องต้นเหล่านี้จะต้องอยู่ในความตระหนักของทุกคนในสังคม ไม่ใช่มีปัญหาเมื่อไรก็ออกมารณรงค์ประหยัดพลังงานกันเป็นช่วงๆ เหมือนกับการแก้ปัญหาแบบวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก ผมว่ามันไม่ทันแล้วผมเคยไปต่างประเทศ บางครั้งยังนึกว่าทำไมห้างสรรพสินค้าเขาถึงปิดเร็วนัก โดยมีกำหนดเวลาให้เราเลือกซื้อสินค้าน้อยเหลือเกิน ผมมองว่าเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและแรงคน แล้วดูบ้านเราสิครับ เปิดเร็ว ปิดดึกไว้รอคอยดักรอคนมาซื้อของทุกช่วงเวลา จะมีสักกี่ช่วงเวลาที่มีคนมาซื้อของมากๆ พอมีการนโยบายประหยัดการเปลี่ยนเวลา เปิด-ปิด ห้างสรรพสินค้าก็ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็เลิกกลับมาเหมือนเดิม ดูสิว่าแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้มีวัฒนธรรมของการประหยัดพลังงานอย่างใงรากลึกลงไปในการดำเนินธุรกิจหรือการกำหนดกฎระเบียบต่างๆของสังคม เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตก็ต้องเปลี่ยนให้ ต้องทำให้ได้ แม้ว่าจะลำบากในตอนนี้ แต่ถ้าทำให้ชีวิตข้างหน้าเราสบายขึ้น ให้นึกว่าสร้างวัฒนธรรมดีๆไว้ให้ลูกหลาน เพราะว่าเขายังคงต้องใช่ชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกนานกว่าเรามาก วัฒนธรรมที่ดีน่าจะเป็นมรดกที่ดีให้กับลูกหลานมากกว่าทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป วัฒนธรรมนั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาปรับปรุงตามสภาพได้
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริก
ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริก (Thermo Electric Genertor TEG) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริกใช้งานได้เหมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน สามารถใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆในบ้านได้ทุกชนิด เช่น ไฟแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ วาตภัย,อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่นๆได้เป็นอย่างดีข้อแตกต่างหลักระหว่างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริกและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบเครื่องยนต์ คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริก ไม่มีเสียงรบกวนเนื่องจากเครื่องยนต์,ไม่มีส่วนที่เคลื่อนไหว ยกเว้นพัดลมระบายความร้อนตัวเล็กๆเท่านั้น ทำให้มีการสึกหรอต่ำ ค่าดูแลบำรุงรักษาต่ำ เทคโนโลยีนี้ได้เริ่มพัฒนาโดยบริษัท 3M สำหรับโครงการอพอลโลขององค์การนาซา | |
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็คตริกเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง โดยไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวความร้อนที่เกิดจากหัวเผาแก๊ซถูกส่งไปยังเทอร์โบอิเล็คตริกโมดูลในทิศทางกับตัวทำความเย็น ซึ่งติดอยู่กับอีกด้านหนึ่งของเทอร์โบอิเล็คตริกโมดูล,ตัวทำความเย็นประกอบด้วย แผ่นครีบ โลหะดูดความร้อน และพัดลมระบายความร้อยจากครีบโลหะออกสู่อากาศภายนอก จากการที่พลังงานความร้อนไหลผ่านเทอร์โบอิเล็คตริกโมดูล และมีตัวทำความเย็นอยู่อีกด้านหนึ่งของแผ่นเทอร์โบอิเล็คตริก ซึ่งมีผลทำห้เกิดมีกระแสในวงจรหรือเกิดความต่างศักย์ขึ้นระหว่างขั้วทั้งสองของเทอร์โบอิเล็คตริกปรากฎการณ์นี้เรียกว่า ปรากฎการณ์ซีเบค (Seebeck Effect) ซึ่งค้นพบโดย โธมัสโจฮันน์ ซีแบค (Thomas Johann Seebeck) ชาวเอสโทเนีย (Estonia) เมื่อปี พ.ศ. 2364 ซีเบคสำเร็จการศึกษาแพทย์จากประเทศเยอรมันนี แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ | |
ซีเบคค้นพบว่าถ้านำโลหะ 2 ชิ้น ที่ต่างชนิดกันมาเชื่อมติดกันแล้วรักาให้อุณหภูมิทั้งสองข้างของรอยต่อมีความแตกต่างกันจะเกิดกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรหรือเกิดความต่างศักย์คร่อมตัวภาระ ถ้านำตัวภาระมาต่อในวงจร ดังแสดงในรูปที่ 2 ซึ่งก็คือหลักการทำงานของตัววัดอุณหภูมิแบบเทอร์โมคัปเปิลนั่นเอง | |
รูปที่ 3. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โบอิเล็คตริก ที่ผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ขนาดของเครื่องเมื่อเทียบกับกระป๋องน้ำอัดลม เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โบอิเล็คตริกที่เห็นในรูปที่ 3. เป็นเครื่องที่ผลิตจำหน่ายในท้องตลาด ขนาด 5 กิโลวัตต์ 110/220 โวลท์, 50/60 เฮิร์ทมีขนาดกระทัดรัด หิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวก น้ำหนักเพียง 15 กิโลกรัม สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ภายใน 20 วินาที มีความน่าเชื่อถือได้สูง เสียงเงียบ มีเฉพาะเสียงที่เกิดจากพัดลมระบายความร้อนตัวเล็กๆเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวเพียงชิ้นเดียว เชื้อเพลิงที่ใช้ ใช้ได้ทั้งบิวเทน,โพรเทน ก๊าซธรรมชาติ (NGV) หรือแม้แต่น้ำมันเชื้อเพลิง ประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบเครื่องยนต์ และราคาไม่แพงจะเป็นการดีและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากเลย ถ้านักวิจัย,นักวิทยาศาสตร์และ/หรือวิศวกรไทย ร่วมกับนักอุตสาหกรรมผลิตเครื่องไฟฟ้าเทอร์โบอิเล็คตริก ขึ้นในเชิงพาณิชย์ได้เอง | |
| อ้างอิง |
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
